วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

การยิ้มอย่างถูกต้อง/ถูกหลักการ

ในฐานะเป็นฝ่ายเสธ.ฯและเป็นทหารอาชีพ การยิ้มยังต้องมีหลักการที่ถูกต้องด้วย ไม่ใช่ยิ้มแบบเรื่อยเปื่อย การยิ้มอย่างถูกวิธีมีความสำคัญมาก เพราะคงไม่ใครอยากได้ยินว่า"คุณนี่ยิ้มแบบไม่เต็มใจ"/หรือ"ยิ้มแบบมีวาระซ่อนเร้น"เหมือนผู้ร้ายในละคร ที่เขาทำกัน

การยิ้มที่ถูกต้อง มี๒ปัจจัยของร่างกายที่สำคัญ ได้แก่

๑.การควบคุมกล้ามเนื่อขากรรไกร

๒.การควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาหรือที่เรามักเรียกกันว่ารอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา

กล้ามเนื่อขากรรไกร เราสามารถควบคุมมันได้เวลาเราเริ่มยิ้ม แต่ถ้าคุณไม่ใด้ใช้กล้ามเนื่อรอบดวงตา ในการยิ้มด้วย เรามักเรียกการยิ้มอย่างนั้นว่า " ยิ้มอย่างเสแสร้ง"หรือไม่เต็มใจ

การยิ้มที่ถูกต้อง คือต้องใช้กล้ามเนื้อ ทั้งสองส่วนพร้อมกันเสมอ ถึงจะเรียกว่า"การยิ้มที่เปล่งประกายจากภายใน" แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาได้ เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถสั่งทำให้มันทำงานได้ทางอ้อม โดยสั่งผ่านทางจิตใต้สำนึกในตัวเรา(Genie within) วิธีการคือการสร้างความรู้สึก/จินตนาการ เหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกประทับใจหรือมีความสุขที่สุดที่เคยประสบมา นั่นแหละหลังจากนั้นกล้ามเนือ้รอบดวงตาของคุณก็จะเริ่มทำงาน แล้วรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา ก็จะปรากฏขึ้น แคนี้เองครับ

กล่าวโดยสรุปการยิ้มที่ถูกต้อง ต้องยิ้มพ้ร้อมกับความรู้สึกเสมอ

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

CHANGE

what is the" Bottle Neck "?
-ทุกระบบจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดเกิดขึ้นอย่างน้อย ๑ เงื่อนไขเสมอ(Bottle Neck)
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าคือ"อะไรก็ตามที่มาจำกัด ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้"
-เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารงานใดๆก็ตามจะมีเพียงเป้าหมายเดียวเสมอ
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่=โอกาสในการปรับปรุง
------กำจัดเงื่อนไขขัอจำกัดที่มีอยู่ให้หมดไป(Loop)-----
อะไรที่จะเปลี่ยน (What to Change?)
จะเปลี่ยนให้เป็นอะไร (Change to What?)
จะเปลี่ยนอย่างไร (How to Change?)

วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

อยากรู้ตัวตนของคนที่รัก/อยากรู้ลักษณะเนื้อคู่ของคนที่เรารักนั้นไม่ยาก

อยากรู้ตัวตนที่ต้องการของคนนั้นไม่ยาก.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงอะไรครับ.(ชื่อสัตว์)
๒ ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะของจิตใต้สำนึก ที่เราต้องการได้รับ/ถูกมองจากคนอื่น
EX.๑.ชอบสุนัข ๒.เพราะมันซื่อสัตว์ต่อเจ้าของ ไม่มีเล่ย์เหลี่ยม
แสดงว่าเราต้องการ ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่ซื่อตรง,ซื่อสัตย์,ขี้เล่น,สบายๆไม่ซีเรียดและไม่มีพิธรีตอง
แมว:รักอิสระ
ปลา:รักสงบ,พึ่งตัวเองได้
ม้า:เข้มแข็ง,อดทน
เสือ : ดุดัน,ตรงไปตรงมา
อยากรู้ลักษณะเนิ้อคู่ของคนนั้น.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงรองลงมา.(ชื่อสัตว์)
๒.ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะเชิงสัญญาลักษณ์ ของเพศตรงข้ามที่เราชอบ.- แค่นี้เอง
 

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

สุดยอดของการเรียนรู้

สุดยอดของการเรียนรู้
มีคนเคยถาม เพลโต นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงของโลกว่า การแข่งขันกีฟา เรามักมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศแต่ทำไมถึงไม่มีการมอบรางวัล สำหรับนักปราชญ์ ท่านเพลโตกล่าวตอบว่า" ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฟา เรามอบรางวัลให้แก่นักกีฟา เพราะรางวัลนั้นมีค่ากว่านักกีฟา แต่ที่ไม่มอบให้แก่นักปราชญ์เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากกว่าความรู้อีกแล้วในโลกนี้" ความรู้จึงมีค่ามากที่สุด
คนที่มีเสน่ย์หมายถึงคนที่มีความเปล่งประกายจากภายใน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ความรู้นั่นเอง แต่ความรู้ที่เราพูดถึง มันเป็นความรู้ลักษณะไหนกันหละ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือลักษณะความรู้ที่เป็นระบบ ดีที่สุด หรือการเรียนรู้ที่เรามักเรียกกันว่า การเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด /องค์รวม นั่นเอง
การเรียนแบบความคิดรวบยอด เป็นที่มาของศิลป(ART) หรือการประยุกต์สร้างสรรค์ นั้นสำคัญที่สุด คนเรามักต่างกันที่ความคิด ดังนั้นจึงมักต่างกันที่วิธีการเรียนรู้
การเรียนแบบศิลป : หมายถึงการเรียนรู้ในภาพรวม/เชิงโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงในรายละเอียด เปรียบเสมือนการเรียนแบบนก(นกอินทรย์) ที่มองเห็นโครงสร้างของผืนป่า(นกมีวิสัยน์ทัศน์)เวลาต้องการกินเหยื่อก็โฉบลงมาอย่างแม่นยำ การเรียนแบบนี้เขาเรียกว่าการเรียนแบบยุทธศิลป์ (Operatio Art) เพื่อมุ่งตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของความรู้ ๓ ประการคือ เมื่อใด(when),ที่ไหน(where),ความมุ่งประสงค์(why) ผลที่ตามมานั้นคือสิ่งที่ทุกคนปราถนาอยากจะมีไว้ประจำตัวนั่นก็คือสิ่งที่เรามักเรียกกันว่าการประยุกต์สร้างสรรค์(Creativity)นั่นเอง
แล้วสิ่งที่เรียกว่า Creativity ในตัวเราจะมากหรือน้อย ดูจากตรงไหน?
ตอบ มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อนกกระจิบ ต้องการไฝ่ฝันจะมี Creativity ในตัวจึงไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักวิชาชื่อดัง การเรียนของเขามีดังนี้
๑.เรียนตามเอกสารที่อาจารย์ แจก
๒.เปิดอ่านทีละหน้า ไปเรื่อยๆ จนจบ
๓.เรียนแบบย้อนกลับ จากส่วนย่อย ไปหาส่วนใหญ่(ศาสตร์ไปหาศิลป์)
๔.ทำสรุปใว้เพื่อเตรียมสอบ
คนที่เรียนแบบนี้ผมขอเรียกว่าเรียนแบบนกกระจิบ(นกไม่มีวิสัยทัศนนกฉลาดน้อย) มักมองเห็นแต่ต้นไม้ที่มันเกาะ และมักตกเป็นเหยื่อของนกอินทรย์เสมอ

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

แนวคิดทฤษฏีในการพัฒนาประเทศ

หลักการของทฤษฏีกระแสหลัก
โดยรวมแล้วประกอบด้วย ๒ ทฤษฏีหลักๆได้แก่
๑.ทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-สาเหตุของการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ปัจจัยภายในทำให้เกิดการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา
-ยุทธศาสตร์พัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ยศ.แบบมุ่งไปข้างนอก
-กระบวนการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ เป็นเส้นตรงค่อยเป็นค่อยไป
-เป้าหมาย แนวทางการพัฒนาคือ Economic Growth หรือการเจริญเติบโตทางเศรษกิจและความมีเสถียรภาพ
-แนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดของ Economic Growth คือแนวคิด Neo-Classical Economic มีสมมุติฐาน ดังนี้
-รัฐแทรกแซงให้น้อยที่สุด เน้นกลไกตลาด
- รัฐอำนวยความสะดวก
-นโยบายแรงงาน แรงงานต้องมีราคาไม่สูง เพื่อส่งเสริมการลงทุน
บทสรุปที่น่าสนใจของแนวคิดแบบEconomic Growth กล่าวคือเกิดปัญหาการว่างงานสูงในเขตเมืองและเขตชนบท ดังนั้นในช่วงต้นทศวรรษปี 1970 จึงเกิดกระแสใหม่ ของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ (Redistribution with Growth)
๒.ทฤษฎีภาวะทันสมัย (Modernization) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-แนวคิดทฤษฎีภาวะทันสมัยเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าความเจริญหรือการพัฒนาสามารถที่จะแผ่ขยายจากสังคม หรือประเทศที่เจริญกว่าไปยังสังคมหรือประเทศที่ล้าหลัง
-โดยประเทศที่เจริญกว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อให้ประเทศที่ล้าหลังสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะทางเศรษฐกิจ,สังคม,การเมืองและการบริหาร ให้มีลักษณะเหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วเคยใช้มา
-MODERNIZATION เกิดการเคลื่อนไหว 3 รูปแบบการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ,การเคลี่อนไหวทางจิต และการเคลื่อนไหวทางสังคม

ซึ่งทั้ง ๒ แนวคิดมีอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกที่ต้องการจะพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนาต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย โดยยึดตัวแบบ (Model) ของประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบ ซึ่งถ้าหากจะกล่าวไปแล้วความสำเร็จของการพัฒนาตามแนวกระแสหลักนี้มิได้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายทุกประการ

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

การมีสมองที่สมดุลแบบContingencyเป็นสิ่งที่พึ่งปราถนา

สมองคนเรามีล้วนมีสภาพประกอบด้วย ๒ ระบบในตัวเองหรือที่เราเรียกว่าอารมณ์ของสมอง กล่าวคือสมองคนเราจะมีสภาพที่ต้องการความมั่นคงและปลอดภัยระบบหนึ่ง และสภาพทีต้องการความท้าทายและริเริ่มในการสร้างความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นอีกระบบหนึ่ง
ทั้งสองระบบที่กล่าวมาข้างต้น สภาพที่ต้องการความมั่นคง และปลอดภัยนั้นเปรียบเสมือนฐานที่มั่นคง ที่คนทุกๆคนควรต้องไว้เป็นหลักในชีวิตประกอบด้วย
ความมั่นคงทางจิตใจได้แก่ความหนักแน่น,ความมั่นใจในตัวเองหรือการมีหลักคิดที่มั่นคง
ความมั่นคงทางการกระทำที่แสดงออกเช่น การใส่ใจ,เป็นกำลังใจหรือสนใจในสิ่งที่ทำ
เช่น การดูแลเด็กเล็ก หากต้องการให้เด็กมีการกล้าในการแสดงออกซึ่งความริเริ่มและสร้างสรรค์ มีความมั่นใจในตัวเอง พ่อแม่ควรทำหน้าที่เป็นฐานที่ดีในเรื่องการให้กำลังใจ,สนใจในสิ่งที่ลูกทำ,ใส่ใจและกำกับดูแลอยู่ห่างๆ แต่ไม่ใช้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
ซึ่งหากมีฐานที่มั่นคงแล้ว เด็กก็สามารถที่จะต่อสู่กับความท้าทาย,กล้าแสดงออกและมีความคิดเริ่มสร้างสรรค์ มีทัศนะคติเชิงบวก(การล้มเหลงเชิงบวก)ในการมีชีวิตอยู่ต่อไป
ดังนั้นการทำงานหรือการเรียนรู้แบบสมดุลระหว่าง แบบContingencyจึงเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำมากที่สุดของสมองคนเรา เพราะจะเกิดความรู้สึกตื่นตัวและสนุก
"ความปลอดภัย(คาดเดาได้) >ความไม่แน่นอน(คาดเดาไม่ได้)" จะรู้สึกเบื่อ
"ความปลอดภัย(คาดเดาได้) <ความไม่แน่นอน(คาดเดาไม่ได้)" จะรู้สึกว่ามันยากเกินไป
"ความปลอดภัย(คาดเดาได้)=ความไม่แน่นอน(คาดเดาไม่ได้)" แบบไม่ง่ายและก็ไม่ยากจนเกินไป จะดีที่สุด

วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2553

มุมมองการเมืองไทยตามแนวคิดทฤษฎีเชิงโครงสร้าง

แนวคิดทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่
ออกุสท์ คอมท์ : กล่าวว่าโครงสร้างของสังคมประกอบด้วยส่วนต่างๆเช่นเดียวกับร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆส่วนต่างๆของสังคม จะทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนแต่ต้องประสานกันอย่างเป็นระบบ สังคมจึงจะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีดุลยภาพ (Equilibrium)
เฮอร์เบิร์ท สเปนเซอร์ :มีความเห็นเหมือนกับ ออกุสท์ คอมท์ ทีเปรียบเทียบโครงสร้างในสังคมเปรียบเสมือนอวัยวะต่างๆในร่างกายสังคมจะวิวัฒนาการเพิ่มความสลับซับซ้อน และมีความหลากหลายต่างไปจากโครงสร้างเดิมเสมอการเพิ่มจำนวนของสมาชิกในสังคมจะก่อให้เกิดความแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น จึงเกิดการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญ(Specialization)ส่วนต่างๆในสังคมยังต้องประสานกัน(Integration)เพื่อความสมดุลย์
เอมิลี เดอไคม์ :กล่าวว่าสังคมจะอยู่รอดได้ด้วยการยึดเหนี่ยวทางสังคม(Social Solidarity) คือการที่บุคคลในสังคมมีสิ่งยึดถือร่วมกันในสังคมขนาดเล็กหรือสังคมที่มีโครงสร้างง่ายๆ การยึดเหนี่ยวทางสังคมจะเป็นแบบ Mechanical Solidality คือ ในสังคมขนาดใหญ่หรือสังคมที่ซับซ้อนการยึดเหนี่ยวทางสังคมจะเป็นแบบ Organic Solidality
Radcliffe-Brown :กล่าวว่าสังคม เปรียบเสมือนอินทรีย์ ซึ่งมีชีวิต มีการเกิด เจริญเติบโต อาพาธเจ็บป่วยได้ เยียวยารักษาได้ เมื่อหายแล้วก็จะก้าวเดินต่อไปได้ร่างกายมนุษย์มีอวัยวะเป็นส่วนประกอบเพื่อการคงอยู่ทั้งอวัยวะของคนและโครงสร้างของสังคมต่างก็ทำหน้าที่(เหมือนกัน) ร่างกายมนุษย์นั้นเมื่อเจ็บป่วยลงก็สามารถเยียวยารักษาได้เป็นบางอย่าง คนจึงตายได้แต่สังคมไม่มีวันตายหลังจากที่ได้ปรับตัวให้พัฒนาขึ้นแล้วสังคมจะก้าวเดินต่อไปได้
แนวคิดโดยรวมทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ ๖ ประเด็น(โดยสรุป)
๑.มองสังคมเป็นระบบ
๒.สังคมเป็นระบบใหญ่ โดยมีระบบย่อย
๓.แต่ละระบบมีโครง สร้างของตัวเอง
๔.ภายในระบบสังคมมีความสัมพันธ์ในลักษณะยังประโยชน์ให้เกิดสภาพสมดุลย์
๕.ทุกสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
๖.ดังนั้นสังคมที่สมดุลย์ ต้องเป็นสมดุลย์ที่ เคลื่อนที่ (Moving Equilibrium)
ผมเกริ่นนำข้อเท็จจริงที่เป็นทั้งความรู้(Knowlege) ความจริง(Fact) ให้ท่านผู้อ่านทราบเพื่อปูพื้นฐานในแง่ของทฤษฎีเชิงสังคมศาสตร์เพื่อมุ่งที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม อย่างใดอย่างหนึ่งตามหลักเหตุผล โดยแสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของปรากฏการณ์ทางสังคม
สิ่งที่ผมต้องการจะสือให้ท่านผู้อ่าน ในลำดับต่อไปได้แก่เรื่องระบบทางสังคมของไทยควรจะต้องทำหน้าที่ 4 ประการดังนี้
สถาบันเศรษฐกิจ (Adaptation)ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะคิดหาเทคนิควิธีการต่าง ๆ และวิธีการจัดการกับทรัพยากรให้กับสมาชิกในสังคมได้อย่างเหมาะสม
สถาบันพระมหากษัตริย์(Integration) ที่มีบทบาทสำคัญต้องทำหน้าที่ในการประสานคนในสังคมให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สถาบันทางการเมือง (Goal Attainment) จะมีบทบาทที่สำคัญต่อการปฏิบัติงาน หรือ การดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ
สถาบันศาสนา /สถาบันศาล /ครอบครัว (Latency)ช่วยลดความตรึงเครียดภายในหน่วยหรือส่วนต่าง ๆ ภายในระบบเพื่อก่อให้เกิดความสมดุลย์ในระบบสังคม
ระบบสังคมที่สามารถดำรงอยู่และพัฒนาต่อไปได้นั้น สถาบันทั้ง ๔ ต้องมีการปรับสมดุลย์ ซึ่งกันและกัน เมื่อสถาบันไม่ทำหน้าที่หรือทำไม่สมบูรณ์ (Dysfunction) ส่งผลทำให้สถาบันอื่น ๆ ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ตาม ทำให้สังคมขาดความสมดุลย์ มีกระบวนการดังนี้
Dysfuntion
Problem
Non Equilibrium
ความตึงเครียด+ความกดดัน
Moving Equilibrium
ทำไม่ได้จะเกิดการล่มสลายของสังคม
คำถามที่ผมต้องการจะถามผู้อ่าน/ผู้รู้ นั้นมีประเด็นว่า ปัจจุบันเราเป็นสังคมที่ล่มสลาย( FAILED STATES)ไปแล้วหรือยัง หรือเรากำลังปรับสมดุลย์ ระหว่างผู้มีอำนาจในสังคม(Moving Equilibrium)หรือเรากำลังจัดการกับความเครียดในสังคม (Latency)