กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า"เมื่อไหร่ที่ความตั้งใจ (จิตสำนึก) และความรู้สึก /จิตนาการ(จิตใต้สำนึก) ขัดแย้งกัน ความรู้สึก(จิตใต้สำนึก) มักชนะเสมอ
สูตร : จิตสำนึกกำลังสอง = จิตใต้สำนึก
๑ = ๑
๒ = ๔
๓ = ๙
นักกระโดดสูงเหรียญทองโอลิมปิกกล่าวว่า " ตอนที่เริ่มกระโดด ผมจำไม่ได้ว่าสถิติของผมอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ผมรู้ว่าตอนเริ่มกระโดด ผมรู้สึกอย่างแรงในใจว่า ผมทำได้แน่" นั่นหมายถึงเขาทำให้ความรู้สึก(Genie)ในตัวเอง มีพลังมากกว่าความคิด(สำนึก) จึงเกิดพลัง
อัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า"หากให้เลือกระหว่างความรู้กับจิตนาการ ผมเลือกที่จะมีจินตนาการมากกว่า"แสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะได้ เพราะรู้จักการใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของตัวเอง ดีกว่าคนอื่นๆนั่นเอง
กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าต้องการใช้ Genie ต้องเรียนโดยใช้สมองซีกขวาให้มากดังนี้
๑.เรียนรู้แบบความคิดรวบยอดเช่นการอ่านหนังสือแบบ Mind Map
๒.การยิ้มที่ถูกต้อง
๓.ผ่อนคลาย
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
คุณกำลังขุดอุโมงค์อยู่หรือเปล่า
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน เป็นวลีหนึ่งของโฆษนาน้ำมันเครื่องยี่ห้อหนึ่ง ผมฟังแล้วรู้สึกทึ่งกับคำพูดนี้ เพราะมันโดนใจ แต่ก็อย่างว่า สมัยนี้ใครๆก็สรรหามาพูดได้ แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ถึงวิธีการพุ่งชนที่ถูกต้อง
การพุ่งชนเป้าหมาย(Strick) นั้นสำคัญ แต่คุณจะพุ่งชนมันยังไง การพุงชนที่ถูกต้องต้องใช้เวลา โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเราควรเรียกมันว่าการขุด(Drive) มากกว่า เพราะคุณไม่มีวันทำอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่มีทักษะในตัว และทักษะไม่มีทางสร้างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
การลงทุนกับชีวิตตัวเอง เปรียบได้กับการขุดอุโมงค์ให้ทะลุถึงกัน โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันทั้ง๒ ด้าน แล้วให้มาบรรจบกัน นั่นแหละที่ถูกต้อง มีดังนี้
--การขุดอุโมงค์ที่๑ หมายความถึงการขุดด้วยทักษะของตัวเอง(สิ่งที่มี)หรือการทำในสิ่งที่ทำได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แต่ขอให้ลองทำดู
--การขุดอุโมงค์ที่๒หมายความถึงการขุดด้วยจิตใต้สำนึกของตัวเอง(Genie within)หรือการฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อชี้นำจิตใต้สำนึ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรรู้ คือพฤติกรรมของเป้าหมาย ว่าเป็นอย่างไร เช่นถ้าคุณต้องการประสบผลสำเร็จในเรื่องต้นไม้ ควรถามตัวเองต่อไปว่า ถ้าเป็นเซียนต้นไม้แล้ว คุณจะทำอะไร?ตอบข้อ๑,๒และอื่นๆ เมื่อรู้คำตอบ ก็ทำเลยไม่ต้องรอให้ประสบความสำเร็จหรอก ทำพฤติกรรมของคุณออกมาเลย เพื่อช้นำ จินนี่ของคุณ
การพุ่งชนเป้าหมาย(Strick) นั้นสำคัญ แต่คุณจะพุ่งชนมันยังไง การพุงชนที่ถูกต้องต้องใช้เวลา โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเราควรเรียกมันว่าการขุด(Drive) มากกว่า เพราะคุณไม่มีวันทำอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่มีทักษะในตัว และทักษะไม่มีทางสร้างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
การลงทุนกับชีวิตตัวเอง เปรียบได้กับการขุดอุโมงค์ให้ทะลุถึงกัน โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันทั้ง๒ ด้าน แล้วให้มาบรรจบกัน นั่นแหละที่ถูกต้อง มีดังนี้
--การขุดอุโมงค์ที่๑ หมายความถึงการขุดด้วยทักษะของตัวเอง(สิ่งที่มี)หรือการทำในสิ่งที่ทำได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แต่ขอให้ลองทำดู
--การขุดอุโมงค์ที่๒หมายความถึงการขุดด้วยจิตใต้สำนึกของตัวเอง(Genie within)หรือการฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อชี้นำจิตใต้สำนึ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรรู้ คือพฤติกรรมของเป้าหมาย ว่าเป็นอย่างไร เช่นถ้าคุณต้องการประสบผลสำเร็จในเรื่องต้นไม้ ควรถามตัวเองต่อไปว่า ถ้าเป็นเซียนต้นไม้แล้ว คุณจะทำอะไร?ตอบข้อ๑,๒และอื่นๆ เมื่อรู้คำตอบ ก็ทำเลยไม่ต้องรอให้ประสบความสำเร็จหรอก ทำพฤติกรรมของคุณออกมาเลย เพื่อช้นำ จินนี่ของคุณ
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
การยิ้มอย่างถูกต้อง/ถูกหลักการ
ในฐานะเป็นฝ่ายเสธ.ฯและเป็นทหารอาชีพ การยิ้มยังต้องมีหลักการที่ถูกต้องด้วย ไม่ใช่ยิ้มแบบเรื่อยเปื่อย การยิ้มอย่างถูกวิธีมีความสำคัญมาก เพราะคงไม่ใครอยากได้ยินว่า"คุณนี่ยิ้มแบบไม่เต็มใจ"/หรือ"ยิ้มแบบมีวาระซ่อนเร้น"เหมือนผู้ร้ายในละคร ที่เขาทำกัน
การยิ้มที่ถูกต้อง มี๒ปัจจัยของร่างกายที่สำคัญ ได้แก่
๑.การควบคุมกล้ามเนื่อขากรรไกร
๒.การควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาหรือที่เรามักเรียกกันว่ารอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา
กล้ามเนื่อขากรรไกร เราสามารถควบคุมมันได้เวลาเราเริ่มยิ้ม แต่ถ้าคุณไม่ใด้ใช้กล้ามเนื่อรอบดวงตา ในการยิ้มด้วย เรามักเรียกการยิ้มอย่างนั้นว่า " ยิ้มอย่างเสแสร้ง"หรือไม่เต็มใจ
การยิ้มที่ถูกต้อง คือต้องใช้กล้ามเนื้อ ทั้งสองส่วนพร้อมกันเสมอ ถึงจะเรียกว่า"การยิ้มที่เปล่งประกายจากภายใน" แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาได้ เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถสั่งทำให้มันทำงานได้ทางอ้อม โดยสั่งผ่านทางจิตใต้สำนึกในตัวเรา(Genie within) วิธีการคือการสร้างความรู้สึก/จินตนาการ เหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกประทับใจหรือมีความสุขที่สุดที่เคยประสบมา นั่นแหละหลังจากนั้นกล้ามเนือ้รอบดวงตาของคุณก็จะเริ่มทำงาน แล้วรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา ก็จะปรากฏขึ้น แคนี้เองครับ
กล่าวโดยสรุปการยิ้มที่ถูกต้อง ต้องยิ้มพ้ร้อมกับความรู้สึกเสมอ
การยิ้มที่ถูกต้อง มี๒ปัจจัยของร่างกายที่สำคัญ ได้แก่
๑.การควบคุมกล้ามเนื่อขากรรไกร
๒.การควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาหรือที่เรามักเรียกกันว่ารอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา
กล้ามเนื่อขากรรไกร เราสามารถควบคุมมันได้เวลาเราเริ่มยิ้ม แต่ถ้าคุณไม่ใด้ใช้กล้ามเนื่อรอบดวงตา ในการยิ้มด้วย เรามักเรียกการยิ้มอย่างนั้นว่า " ยิ้มอย่างเสแสร้ง"หรือไม่เต็มใจ
การยิ้มที่ถูกต้อง คือต้องใช้กล้ามเนื้อ ทั้งสองส่วนพร้อมกันเสมอ ถึงจะเรียกว่า"การยิ้มที่เปล่งประกายจากภายใน" แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาได้ เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถสั่งทำให้มันทำงานได้ทางอ้อม โดยสั่งผ่านทางจิตใต้สำนึกในตัวเรา(Genie within) วิธีการคือการสร้างความรู้สึก/จินตนาการ เหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกประทับใจหรือมีความสุขที่สุดที่เคยประสบมา นั่นแหละหลังจากนั้นกล้ามเนือ้รอบดวงตาของคุณก็จะเริ่มทำงาน แล้วรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา ก็จะปรากฏขึ้น แคนี้เองครับ
กล่าวโดยสรุปการยิ้มที่ถูกต้อง ต้องยิ้มพ้ร้อมกับความรู้สึกเสมอ
วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
CHANGE
what is the" Bottle Neck "?
-ทุกระบบจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดเกิดขึ้นอย่างน้อย ๑ เงื่อนไขเสมอ(Bottle Neck)
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าคือ"อะไรก็ตามที่มาจำกัด ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้"
-เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารงานใดๆก็ตามจะมีเพียงเป้าหมายเดียวเสมอ
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่=โอกาสในการปรับปรุง
------กำจัดเงื่อนไขขัอจำกัดที่มีอยู่ให้หมดไป(Loop)-----
อะไรที่จะเปลี่ยน (What to Change?)
จะเปลี่ยนให้เป็นอะไร (Change to What?)
จะเปลี่ยนอย่างไร (How to Change?)
-ทุกระบบจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดเกิดขึ้นอย่างน้อย ๑ เงื่อนไขเสมอ(Bottle Neck)
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าคือ"อะไรก็ตามที่มาจำกัด ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้"
-เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารงานใดๆก็ตามจะมีเพียงเป้าหมายเดียวเสมอ
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่=โอกาสในการปรับปรุง
------กำจัดเงื่อนไขขัอจำกัดที่มีอยู่ให้หมดไป(Loop)-----
อะไรที่จะเปลี่ยน (What to Change?)
จะเปลี่ยนให้เป็นอะไร (Change to What?)
จะเปลี่ยนอย่างไร (How to Change?)
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
อยากรู้ตัวตนของคนที่รัก/อยากรู้ลักษณะเนื้อคู่ของคนที่เรารักนั้นไม่ยาก
อยากรู้ตัวตนที่ต้องการของคนนั้นไม่ยาก.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงอะไรครับ.(ชื่อสัตว์)
๒ ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะของจิตใต้สำนึก ที่เราต้องการได้รับ/ถูกมองจากคนอื่น
EX.๑.ชอบสุนัข ๒.เพราะมันซื่อสัตว์ต่อเจ้าของ ไม่มีเล่ย์เหลี่ยม
แสดงว่าเราต้องการ ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่ซื่อตรง,ซื่อสัตย์,ขี้เล่น,สบายๆไม่ซีเรียดและไม่มีพิธรีตอง
แมว:รักอิสระ
ปลา:รักสงบ,พึ่งตัวเองได้
ม้า:เข้มแข็ง,อดทน
เสือ : ดุดัน,ตรงไปตรงมา
อยากรู้ลักษณะเนิ้อคู่ของคนนั้น.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงรองลงมา.(ชื่อสัตว์)
๒.ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะเชิงสัญญาลักษณ์ ของเพศตรงข้ามที่เราชอบ.- แค่นี้เอง
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงอะไรครับ.(ชื่อสัตว์)
๒ ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะของจิตใต้สำนึก ที่เราต้องการได้รับ/ถูกมองจากคนอื่น
EX.๑.ชอบสุนัข ๒.เพราะมันซื่อสัตว์ต่อเจ้าของ ไม่มีเล่ย์เหลี่ยม
แสดงว่าเราต้องการ ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่ซื่อตรง,ซื่อสัตย์,ขี้เล่น,สบายๆไม่ซีเรียดและไม่มีพิธรีตอง
แมว:รักอิสระ
ปลา:รักสงบ,พึ่งตัวเองได้
ม้า:เข้มแข็ง,อดทน
เสือ : ดุดัน,ตรงไปตรงมา
อยากรู้ลักษณะเนิ้อคู่ของคนนั้น.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงรองลงมา.(ชื่อสัตว์)
๒.ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะเชิงสัญญาลักษณ์ ของเพศตรงข้ามที่เราชอบ.- แค่นี้เอง
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
สุดยอดของการเรียนรู้
สุดยอดของการเรียนรู้
มีคนเคยถาม เพลโต นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงของโลกว่า การแข่งขันกีฟา เรามักมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศแต่ทำไมถึงไม่มีการมอบรางวัล สำหรับนักปราชญ์ ท่านเพลโตกล่าวตอบว่า" ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฟา เรามอบรางวัลให้แก่นักกีฟา เพราะรางวัลนั้นมีค่ากว่านักกีฟา แต่ที่ไม่มอบให้แก่นักปราชญ์เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากกว่าความรู้อีกแล้วในโลกนี้" ความรู้จึงมีค่ามากที่สุด
คนที่มีเสน่ย์หมายถึงคนที่มีความเปล่งประกายจากภายใน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ความรู้นั่นเอง แต่ความรู้ที่เราพูดถึง มันเป็นความรู้ลักษณะไหนกันหละ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือลักษณะความรู้ที่เป็นระบบ ดีที่สุด หรือการเรียนรู้ที่เรามักเรียกกันว่า การเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด /องค์รวม นั่นเอง
การเรียนแบบความคิดรวบยอด เป็นที่มาของศิลป(ART) หรือการประยุกต์สร้างสรรค์ นั้นสำคัญที่สุด คนเรามักต่างกันที่ความคิด ดังนั้นจึงมักต่างกันที่วิธีการเรียนรู้
การเรียนแบบศิลป : หมายถึงการเรียนรู้ในภาพรวม/เชิงโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงในรายละเอียด เปรียบเสมือนการเรียนแบบนก(นกอินทรย์) ที่มองเห็นโครงสร้างของผืนป่า(นกมีวิสัยน์ทัศน์)เวลาต้องการกินเหยื่อก็โฉบลงมาอย่างแม่นยำ การเรียนแบบนี้เขาเรียกว่าการเรียนแบบยุทธศิลป์ (Operatio Art) เพื่อมุ่งตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของความรู้ ๓ ประการคือ เมื่อใด(when),ที่ไหน(where),ความมุ่งประสงค์(why) ผลที่ตามมานั้นคือสิ่งที่ทุกคนปราถนาอยากจะมีไว้ประจำตัวนั่นก็คือสิ่งที่เรามักเรียกกันว่าการประยุกต์สร้างสรรค์(Creativity)นั่นเอง
แล้วสิ่งที่เรียกว่า Creativity ในตัวเราจะมากหรือน้อย ดูจากตรงไหน?
ตอบ มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อนกกระจิบ ต้องการไฝ่ฝันจะมี Creativity ในตัวจึงไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักวิชาชื่อดัง การเรียนของเขามีดังนี้
๑.เรียนตามเอกสารที่อาจารย์ แจก
๒.เปิดอ่านทีละหน้า ไปเรื่อยๆ จนจบ
๓.เรียนแบบย้อนกลับ จากส่วนย่อย ไปหาส่วนใหญ่(ศาสตร์ไปหาศิลป์)
๔.ทำสรุปใว้เพื่อเตรียมสอบ
คนที่เรียนแบบนี้ผมขอเรียกว่าเรียนแบบนกกระจิบ(นกไม่มีวิสัยทัศนนกฉลาดน้อย) มักมองเห็นแต่ต้นไม้ที่มันเกาะ และมักตกเป็นเหยื่อของนกอินทรย์เสมอ
มีคนเคยถาม เพลโต นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงของโลกว่า การแข่งขันกีฟา เรามักมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศแต่ทำไมถึงไม่มีการมอบรางวัล สำหรับนักปราชญ์ ท่านเพลโตกล่าวตอบว่า" ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฟา เรามอบรางวัลให้แก่นักกีฟา เพราะรางวัลนั้นมีค่ากว่านักกีฟา แต่ที่ไม่มอบให้แก่นักปราชญ์เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากกว่าความรู้อีกแล้วในโลกนี้" ความรู้จึงมีค่ามากที่สุด
คนที่มีเสน่ย์หมายถึงคนที่มีความเปล่งประกายจากภายใน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ความรู้นั่นเอง แต่ความรู้ที่เราพูดถึง มันเป็นความรู้ลักษณะไหนกันหละ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือลักษณะความรู้ที่เป็นระบบ ดีที่สุด หรือการเรียนรู้ที่เรามักเรียกกันว่า การเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด /องค์รวม นั่นเอง
การเรียนแบบความคิดรวบยอด เป็นที่มาของศิลป(ART) หรือการประยุกต์สร้างสรรค์ นั้นสำคัญที่สุด คนเรามักต่างกันที่ความคิด ดังนั้นจึงมักต่างกันที่วิธีการเรียนรู้
การเรียนแบบศิลป : หมายถึงการเรียนรู้ในภาพรวม/เชิงโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงในรายละเอียด เปรียบเสมือนการเรียนแบบนก(นกอินทรย์) ที่มองเห็นโครงสร้างของผืนป่า(นกมีวิสัยน์ทัศน์)เวลาต้องการกินเหยื่อก็โฉบลงมาอย่างแม่นยำ การเรียนแบบนี้เขาเรียกว่าการเรียนแบบยุทธศิลป์ (Operatio Art) เพื่อมุ่งตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของความรู้ ๓ ประการคือ เมื่อใด(when),ที่ไหน(where),ความมุ่งประสงค์(why) ผลที่ตามมานั้นคือสิ่งที่ทุกคนปราถนาอยากจะมีไว้ประจำตัวนั่นก็คือสิ่งที่เรามักเรียกกันว่าการประยุกต์สร้างสรรค์(Creativity)นั่นเอง
แล้วสิ่งที่เรียกว่า Creativity ในตัวเราจะมากหรือน้อย ดูจากตรงไหน?
ตอบ มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อนกกระจิบ ต้องการไฝ่ฝันจะมี Creativity ในตัวจึงไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักวิชาชื่อดัง การเรียนของเขามีดังนี้
๑.เรียนตามเอกสารที่อาจารย์ แจก
๒.เปิดอ่านทีละหน้า ไปเรื่อยๆ จนจบ
๓.เรียนแบบย้อนกลับ จากส่วนย่อย ไปหาส่วนใหญ่(ศาสตร์ไปหาศิลป์)
๔.ทำสรุปใว้เพื่อเตรียมสอบ
คนที่เรียนแบบนี้ผมขอเรียกว่าเรียนแบบนกกระจิบ(นกไม่มีวิสัยทัศนนกฉลาดน้อย) มักมองเห็นแต่ต้นไม้ที่มันเกาะ และมักตกเป็นเหยื่อของนกอินทรย์เสมอ
วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553
แนวคิดทฤษฏีในการพัฒนาประเทศ
หลักการของทฤษฏีกระแสหลัก
โดยรวมแล้วประกอบด้วย ๒ ทฤษฏีหลักๆได้แก่
๑.ทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-สาเหตุของการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ปัจจัยภายในทำให้เกิดการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา
-ยุทธศาสตร์พัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ยศ.แบบมุ่งไปข้างนอก
-กระบวนการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ เป็นเส้นตรงค่อยเป็นค่อยไป
-เป้าหมาย แนวทางการพัฒนาคือ Economic Growth หรือการเจริญเติบโตทางเศรษกิจและความมีเสถียรภาพ
-แนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดของ Economic Growth คือแนวคิด Neo-Classical Economic มีสมมุติฐาน ดังนี้
-รัฐแทรกแซงให้น้อยที่สุด เน้นกลไกตลาด
- รัฐอำนวยความสะดวก
-นโยบายแรงงาน แรงงานต้องมีราคาไม่สูง เพื่อส่งเสริมการลงทุน
บทสรุปที่น่าสนใจของแนวคิดแบบEconomic Growth กล่าวคือเกิดปัญหาการว่างงานสูงในเขตเมืองและเขตชนบท ดังนั้นในช่วงต้นทศวรรษปี 1970 จึงเกิดกระแสใหม่ ของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ (Redistribution with Growth)
๒.ทฤษฎีภาวะทันสมัย (Modernization) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-แนวคิดทฤษฎีภาวะทันสมัยเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าความเจริญหรือการพัฒนาสามารถที่จะแผ่ขยายจากสังคม หรือประเทศที่เจริญกว่าไปยังสังคมหรือประเทศที่ล้าหลัง
-โดยประเทศที่เจริญกว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อให้ประเทศที่ล้าหลังสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะทางเศรษฐกิจ,สังคม,การเมืองและการบริหาร ให้มีลักษณะเหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วเคยใช้มา
-MODERNIZATION เกิดการเคลื่อนไหว 3 รูปแบบการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ,การเคลี่อนไหวทางจิต และการเคลื่อนไหวทางสังคม
ซึ่งทั้ง ๒ แนวคิดมีอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกที่ต้องการจะพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนาต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย โดยยึดตัวแบบ (Model) ของประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบ ซึ่งถ้าหากจะกล่าวไปแล้วความสำเร็จของการพัฒนาตามแนวกระแสหลักนี้มิได้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายทุกประการ
โดยรวมแล้วประกอบด้วย ๒ ทฤษฏีหลักๆได้แก่
๑.ทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-สาเหตุของการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ปัจจัยภายในทำให้เกิดการพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา
-ยุทธศาสตร์พัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ ยศ.แบบมุ่งไปข้างนอก
-กระบวนการพัฒนา แนวทางในการพัฒนาคือ เป็นเส้นตรงค่อยเป็นค่อยไป
-เป้าหมาย แนวทางการพัฒนาคือ Economic Growth หรือการเจริญเติบโตทางเศรษกิจและความมีเสถียรภาพ
-แนวคิดหลักที่สำคัญที่สุดของ Economic Growth คือแนวคิด Neo-Classical Economic มีสมมุติฐาน ดังนี้
-รัฐแทรกแซงให้น้อยที่สุด เน้นกลไกตลาด
- รัฐอำนวยความสะดวก
-นโยบายแรงงาน แรงงานต้องมีราคาไม่สูง เพื่อส่งเสริมการลงทุน
บทสรุปที่น่าสนใจของแนวคิดแบบEconomic Growth กล่าวคือเกิดปัญหาการว่างงานสูงในเขตเมืองและเขตชนบท ดังนั้นในช่วงต้นทศวรรษปี 1970 จึงเกิดกระแสใหม่ ของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ (Redistribution with Growth)
๒.ทฤษฎีภาวะทันสมัย (Modernization) มีประเด็นที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้
-แนวคิดทฤษฎีภาวะทันสมัยเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าความเจริญหรือการพัฒนาสามารถที่จะแผ่ขยายจากสังคม หรือประเทศที่เจริญกว่าไปยังสังคมหรือประเทศที่ล้าหลัง
-โดยประเทศที่เจริญกว่าเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ที่เห็นว่าจำเป็น เพื่อให้ประเทศที่ล้าหลังสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะทางเศรษฐกิจ,สังคม,การเมืองและการบริหาร ให้มีลักษณะเหมือนกับประเทศที่เจริญแล้วเคยใช้มา
-MODERNIZATION เกิดการเคลื่อนไหว 3 รูปแบบการเคลื่อนไหวทางกายภาพ ,การเคลี่อนไหวทางจิต และการเคลื่อนไหวทางสังคม
ซึ่งทั้ง ๒ แนวคิดมีอิทธิพลมาจากโลกตะวันตกที่ต้องการจะพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนาต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย โดยยึดตัวแบบ (Model) ของประเทศตะวันตกเป็นแม่แบบ ซึ่งถ้าหากจะกล่าวไปแล้วความสำเร็จของการพัฒนาตามแนวกระแสหลักนี้มิได้จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายทุกประการ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)