การเป็นฝ่ายเสธ.ที่ดี นอกจากควรรู้ว่า ควรเข้าผู้ใหญ่เวลาใดถึงจะถูกกาละเทศะแล้ว มีสิ่งที่ผมแปลกใจประการหนึ่งคือ ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันเลยว่า เราควรเข้าหาจากทางด้านไหนถึงจะดีที่สุด (อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะครับ) ผมคิดว่ารู้ไว้ ก็คงไม่เสียหายอะไร
หลักการมีอยู่ว่าคนเรานั้นล้วนมีทั้งด้านที่สะดวก และไม่สะดวก เคล็ดลับอยู่ที่ ถ้าคุณรู้ว่านายของคุณ มีด้านที่สะดวกอยู่ทางด้านขวาหรือซ้ายแล้วละก็ จะทำให้สามารถสร้างสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่นทีเดียว
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า นายมีด้านที่สะดวก อยู่ทางด้านไหน?
ตอบ.หลักการว่าไว้ว่า ให้ลองสังเกตว่าเขาสะพายกระเป๋าด้านไหน ด้านนั้นจะเป็นด้านที่ไม่สะดวก เพราะเขากำลังใช้มันเพื่อการปกป้อง เขาจึงป้องกันด้านนั้นอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้าเราเข้าหา/หรือนั่งในด้าน ที่อีกฝ่าย " ไม่"สะพายกระเป๋า ซึ่งเป็นด้านที่สะดวกของเขา เขาก็จะเปิดใจรับคุณได้ง่านขึ้นและรู้สึกอุ่นใจกว่า
ยกตัวอย่างเช่น
วันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553
กฏยิ่งพยายามจะยิ่งยาก(Reverse Effort)
กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า"เมื่อไหร่ที่ความตั้งใจ (จิตสำนึก) และความรู้สึก /จิตนาการ(จิตใต้สำนึก) ขัดแย้งกัน ความรู้สึก(จิตใต้สำนึก) มักชนะเสมอ
สูตร : จิตสำนึกกำลังสอง = จิตใต้สำนึก
๑ = ๑
๒ = ๔
๓ = ๙
นักกระโดดสูงเหรียญทองโอลิมปิกกล่าวว่า " ตอนที่เริ่มกระโดด ผมจำไม่ได้ว่าสถิติของผมอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ผมรู้ว่าตอนเริ่มกระโดด ผมรู้สึกอย่างแรงในใจว่า ผมทำได้แน่" นั่นหมายถึงเขาทำให้ความรู้สึก(Genie)ในตัวเอง มีพลังมากกว่าความคิด(สำนึก) จึงเกิดพลัง
อัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า"หากให้เลือกระหว่างความรู้กับจิตนาการ ผมเลือกที่จะมีจินตนาการมากกว่า"แสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะได้ เพราะรู้จักการใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของตัวเอง ดีกว่าคนอื่นๆนั่นเอง
กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าต้องการใช้ Genie ต้องเรียนโดยใช้สมองซีกขวาให้มากดังนี้
๑.เรียนรู้แบบความคิดรวบยอดเช่นการอ่านหนังสือแบบ Mind Map
๒.การยิ้มที่ถูกต้อง
๓.ผ่อนคลาย
สูตร : จิตสำนึกกำลังสอง = จิตใต้สำนึก
๑ = ๑
๒ = ๔
๓ = ๙
นักกระโดดสูงเหรียญทองโอลิมปิกกล่าวว่า " ตอนที่เริ่มกระโดด ผมจำไม่ได้ว่าสถิติของผมอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ผมรู้ว่าตอนเริ่มกระโดด ผมรู้สึกอย่างแรงในใจว่า ผมทำได้แน่" นั่นหมายถึงเขาทำให้ความรู้สึก(Genie)ในตัวเอง มีพลังมากกว่าความคิด(สำนึก) จึงเกิดพลัง
อัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า"หากให้เลือกระหว่างความรู้กับจิตนาการ ผมเลือกที่จะมีจินตนาการมากกว่า"แสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะได้ เพราะรู้จักการใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของตัวเอง ดีกว่าคนอื่นๆนั่นเอง
กล่าวโดยสรุปคือ ถ้าต้องการใช้ Genie ต้องเรียนโดยใช้สมองซีกขวาให้มากดังนี้
๑.เรียนรู้แบบความคิดรวบยอดเช่นการอ่านหนังสือแบบ Mind Map
๒.การยิ้มที่ถูกต้อง
๓.ผ่อนคลาย
วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553
คุณกำลังขุดอุโมงค์อยู่หรือเปล่า
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน เป็นวลีหนึ่งของโฆษนาน้ำมันเครื่องยี่ห้อหนึ่ง ผมฟังแล้วรู้สึกทึ่งกับคำพูดนี้ เพราะมันโดนใจ แต่ก็อย่างว่า สมัยนี้ใครๆก็สรรหามาพูดได้ แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ถึงวิธีการพุ่งชนที่ถูกต้อง
การพุ่งชนเป้าหมาย(Strick) นั้นสำคัญ แต่คุณจะพุ่งชนมันยังไง การพุงชนที่ถูกต้องต้องใช้เวลา โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเราควรเรียกมันว่าการขุด(Drive) มากกว่า เพราะคุณไม่มีวันทำอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่มีทักษะในตัว และทักษะไม่มีทางสร้างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
การลงทุนกับชีวิตตัวเอง เปรียบได้กับการขุดอุโมงค์ให้ทะลุถึงกัน โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันทั้ง๒ ด้าน แล้วให้มาบรรจบกัน นั่นแหละที่ถูกต้อง มีดังนี้
--การขุดอุโมงค์ที่๑ หมายความถึงการขุดด้วยทักษะของตัวเอง(สิ่งที่มี)หรือการทำในสิ่งที่ทำได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แต่ขอให้ลองทำดู
--การขุดอุโมงค์ที่๒หมายความถึงการขุดด้วยจิตใต้สำนึกของตัวเอง(Genie within)หรือการฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อชี้นำจิตใต้สำนึ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรรู้ คือพฤติกรรมของเป้าหมาย ว่าเป็นอย่างไร เช่นถ้าคุณต้องการประสบผลสำเร็จในเรื่องต้นไม้ ควรถามตัวเองต่อไปว่า ถ้าเป็นเซียนต้นไม้แล้ว คุณจะทำอะไร?ตอบข้อ๑,๒และอื่นๆ เมื่อรู้คำตอบ ก็ทำเลยไม่ต้องรอให้ประสบความสำเร็จหรอก ทำพฤติกรรมของคุณออกมาเลย เพื่อช้นำ จินนี่ของคุณ
การพุ่งชนเป้าหมาย(Strick) นั้นสำคัญ แต่คุณจะพุ่งชนมันยังไง การพุงชนที่ถูกต้องต้องใช้เวลา โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าเราควรเรียกมันว่าการขุด(Drive) มากกว่า เพราะคุณไม่มีวันทำอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่มีทักษะในตัว และทักษะไม่มีทางสร้างขึ้นมาได้ในชั่วข้ามคืน
การลงทุนกับชีวิตตัวเอง เปรียบได้กับการขุดอุโมงค์ให้ทะลุถึงกัน โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นที่ต่างกันทั้ง๒ ด้าน แล้วให้มาบรรจบกัน นั่นแหละที่ถูกต้อง มีดังนี้
--การขุดอุโมงค์ที่๑ หมายความถึงการขุดด้วยทักษะของตัวเอง(สิ่งที่มี)หรือการทำในสิ่งที่ทำได้ ซึ่งอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ แต่ขอให้ลองทำดู
--การขุดอุโมงค์ที่๒หมายความถึงการขุดด้วยจิตใต้สำนึกของตัวเอง(Genie within)หรือการฝึกพฤติกรรมที่เหมาะสม เพื่อชี้นำจิตใต้สำนึ สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรรู้ คือพฤติกรรมของเป้าหมาย ว่าเป็นอย่างไร เช่นถ้าคุณต้องการประสบผลสำเร็จในเรื่องต้นไม้ ควรถามตัวเองต่อไปว่า ถ้าเป็นเซียนต้นไม้แล้ว คุณจะทำอะไร?ตอบข้อ๑,๒และอื่นๆ เมื่อรู้คำตอบ ก็ทำเลยไม่ต้องรอให้ประสบความสำเร็จหรอก ทำพฤติกรรมของคุณออกมาเลย เพื่อช้นำ จินนี่ของคุณ
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
การยิ้มอย่างถูกต้อง/ถูกหลักการ
ในฐานะเป็นฝ่ายเสธ.ฯและเป็นทหารอาชีพ การยิ้มยังต้องมีหลักการที่ถูกต้องด้วย ไม่ใช่ยิ้มแบบเรื่อยเปื่อย การยิ้มอย่างถูกวิธีมีความสำคัญมาก เพราะคงไม่ใครอยากได้ยินว่า"คุณนี่ยิ้มแบบไม่เต็มใจ"/หรือ"ยิ้มแบบมีวาระซ่อนเร้น"เหมือนผู้ร้ายในละคร ที่เขาทำกัน
การยิ้มที่ถูกต้อง มี๒ปัจจัยของร่างกายที่สำคัญ ได้แก่
๑.การควบคุมกล้ามเนื่อขากรรไกร
๒.การควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาหรือที่เรามักเรียกกันว่ารอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา
กล้ามเนื่อขากรรไกร เราสามารถควบคุมมันได้เวลาเราเริ่มยิ้ม แต่ถ้าคุณไม่ใด้ใช้กล้ามเนื่อรอบดวงตา ในการยิ้มด้วย เรามักเรียกการยิ้มอย่างนั้นว่า " ยิ้มอย่างเสแสร้ง"หรือไม่เต็มใจ
การยิ้มที่ถูกต้อง คือต้องใช้กล้ามเนื้อ ทั้งสองส่วนพร้อมกันเสมอ ถึงจะเรียกว่า"การยิ้มที่เปล่งประกายจากภายใน" แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาได้ เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถสั่งทำให้มันทำงานได้ทางอ้อม โดยสั่งผ่านทางจิตใต้สำนึกในตัวเรา(Genie within) วิธีการคือการสร้างความรู้สึก/จินตนาการ เหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกประทับใจหรือมีความสุขที่สุดที่เคยประสบมา นั่นแหละหลังจากนั้นกล้ามเนือ้รอบดวงตาของคุณก็จะเริ่มทำงาน แล้วรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา ก็จะปรากฏขึ้น แคนี้เองครับ
กล่าวโดยสรุปการยิ้มที่ถูกต้อง ต้องยิ้มพ้ร้อมกับความรู้สึกเสมอ
การยิ้มที่ถูกต้อง มี๒ปัจจัยของร่างกายที่สำคัญ ได้แก่
๑.การควบคุมกล้ามเนื่อขากรรไกร
๒.การควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาหรือที่เรามักเรียกกันว่ารอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา
กล้ามเนื่อขากรรไกร เราสามารถควบคุมมันได้เวลาเราเริ่มยิ้ม แต่ถ้าคุณไม่ใด้ใช้กล้ามเนื่อรอบดวงตา ในการยิ้มด้วย เรามักเรียกการยิ้มอย่างนั้นว่า " ยิ้มอย่างเสแสร้ง"หรือไม่เต็มใจ
การยิ้มที่ถูกต้อง คือต้องใช้กล้ามเนื้อ ทั้งสองส่วนพร้อมกันเสมอ ถึงจะเรียกว่า"การยิ้มที่เปล่งประกายจากภายใน" แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมอยากจะบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื่อรอบดวงตาได้ เพราะมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา แต่เราสามารถสั่งทำให้มันทำงานได้ทางอ้อม โดยสั่งผ่านทางจิตใต้สำนึกในตัวเรา(Genie within) วิธีการคือการสร้างความรู้สึก/จินตนาการ เหตุการณ์อะไรก็ได้ที่เรารู้สึกประทับใจหรือมีความสุขที่สุดที่เคยประสบมา นั่นแหละหลังจากนั้นกล้ามเนือ้รอบดวงตาของคุณก็จะเริ่มทำงาน แล้วรอยยิ้มที่ออกมาจากดวงตา ก็จะปรากฏขึ้น แคนี้เองครับ
กล่าวโดยสรุปการยิ้มที่ถูกต้อง ต้องยิ้มพ้ร้อมกับความรู้สึกเสมอ
วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553
CHANGE
what is the" Bottle Neck "?
-ทุกระบบจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดเกิดขึ้นอย่างน้อย ๑ เงื่อนไขเสมอ(Bottle Neck)
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าคือ"อะไรก็ตามที่มาจำกัด ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้"
-เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารงานใดๆก็ตามจะมีเพียงเป้าหมายเดียวเสมอ
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่=โอกาสในการปรับปรุง
------กำจัดเงื่อนไขขัอจำกัดที่มีอยู่ให้หมดไป(Loop)-----
อะไรที่จะเปลี่ยน (What to Change?)
จะเปลี่ยนให้เป็นอะไร (Change to What?)
จะเปลี่ยนอย่างไร (How to Change?)
-ทุกระบบจะมีเงื่อนไขข้อจำกัดเกิดขึ้นอย่างน้อย ๑ เงื่อนไขเสมอ(Bottle Neck)
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าคือ"อะไรก็ตามที่มาจำกัด ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้"
-เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารงานใดๆก็ตามจะมีเพียงเป้าหมายเดียวเสมอ
-เงื่อนไขข้อจำกัดที่มีอยู่=โอกาสในการปรับปรุง
------กำจัดเงื่อนไขขัอจำกัดที่มีอยู่ให้หมดไป(Loop)-----
อะไรที่จะเปลี่ยน (What to Change?)
จะเปลี่ยนให้เป็นอะไร (Change to What?)
จะเปลี่ยนอย่างไร (How to Change?)
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
อยากรู้ตัวตนของคนที่รัก/อยากรู้ลักษณะเนื้อคู่ของคนที่เรารักนั้นไม่ยาก
อยากรู้ตัวตนที่ต้องการของคนนั้นไม่ยาก.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงอะไรครับ.(ชื่อสัตว์)
๒ ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะของจิตใต้สำนึก ที่เราต้องการได้รับ/ถูกมองจากคนอื่น
EX.๑.ชอบสุนัข ๒.เพราะมันซื่อสัตว์ต่อเจ้าของ ไม่มีเล่ย์เหลี่ยม
แสดงว่าเราต้องการ ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่ซื่อตรง,ซื่อสัตย์,ขี้เล่น,สบายๆไม่ซีเรียดและไม่มีพิธรีตอง
แมว:รักอิสระ
ปลา:รักสงบ,พึ่งตัวเองได้
ม้า:เข้มแข็ง,อดทน
เสือ : ดุดัน,ตรงไปตรงมา
อยากรู้ลักษณะเนิ้อคู่ของคนนั้น.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงรองลงมา.(ชื่อสัตว์)
๒.ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะเชิงสัญญาลักษณ์ ของเพศตรงข้ามที่เราชอบ.- แค่นี้เอง
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงอะไรครับ.(ชื่อสัตว์)
๒ ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะของจิตใต้สำนึก ที่เราต้องการได้รับ/ถูกมองจากคนอื่น
EX.๑.ชอบสุนัข ๒.เพราะมันซื่อสัตว์ต่อเจ้าของ ไม่มีเล่ย์เหลี่ยม
แสดงว่าเราต้องการ ให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่ซื่อตรง,ซื่อสัตย์,ขี้เล่น,สบายๆไม่ซีเรียดและไม่มีพิธรีตอง
แมว:รักอิสระ
ปลา:รักสงบ,พึ่งตัวเองได้
ม้า:เข้มแข็ง,อดทน
เสือ : ดุดัน,ตรงไปตรงมา
อยากรู้ลักษณะเนิ้อคู่ของคนนั้น.-
๑.ถามเขาคำถามแรกว่าชอบสัตว์เลี้ยงรองลงมา.(ชื่อสัตว์)
๒.ถามเหตุผลที่เขาชอบ(ลักษณะของมัน)
ทั้ง ๒ ข้อจะสะท้อนถึงลักษณะเชิงสัญญาลักษณ์ ของเพศตรงข้ามที่เราชอบ.- แค่นี้เอง
วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553
สุดยอดของการเรียนรู้
สุดยอดของการเรียนรู้
มีคนเคยถาม เพลโต นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงของโลกว่า การแข่งขันกีฟา เรามักมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศแต่ทำไมถึงไม่มีการมอบรางวัล สำหรับนักปราชญ์ ท่านเพลโตกล่าวตอบว่า" ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฟา เรามอบรางวัลให้แก่นักกีฟา เพราะรางวัลนั้นมีค่ากว่านักกีฟา แต่ที่ไม่มอบให้แก่นักปราชญ์เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากกว่าความรู้อีกแล้วในโลกนี้" ความรู้จึงมีค่ามากที่สุด
คนที่มีเสน่ย์หมายถึงคนที่มีความเปล่งประกายจากภายใน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ความรู้นั่นเอง แต่ความรู้ที่เราพูดถึง มันเป็นความรู้ลักษณะไหนกันหละ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือลักษณะความรู้ที่เป็นระบบ ดีที่สุด หรือการเรียนรู้ที่เรามักเรียกกันว่า การเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด /องค์รวม นั่นเอง
การเรียนแบบความคิดรวบยอด เป็นที่มาของศิลป(ART) หรือการประยุกต์สร้างสรรค์ นั้นสำคัญที่สุด คนเรามักต่างกันที่ความคิด ดังนั้นจึงมักต่างกันที่วิธีการเรียนรู้
การเรียนแบบศิลป : หมายถึงการเรียนรู้ในภาพรวม/เชิงโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงในรายละเอียด เปรียบเสมือนการเรียนแบบนก(นกอินทรย์) ที่มองเห็นโครงสร้างของผืนป่า(นกมีวิสัยน์ทัศน์)เวลาต้องการกินเหยื่อก็โฉบลงมาอย่างแม่นยำ การเรียนแบบนี้เขาเรียกว่าการเรียนแบบยุทธศิลป์ (Operatio Art) เพื่อมุ่งตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของความรู้ ๓ ประการคือ เมื่อใด(when),ที่ไหน(where),ความมุ่งประสงค์(why) ผลที่ตามมานั้นคือสิ่งที่ทุกคนปราถนาอยากจะมีไว้ประจำตัวนั่นก็คือสิ่งที่เรามักเรียกกันว่าการประยุกต์สร้างสรรค์(Creativity)นั่นเอง
แล้วสิ่งที่เรียกว่า Creativity ในตัวเราจะมากหรือน้อย ดูจากตรงไหน?
ตอบ มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อนกกระจิบ ต้องการไฝ่ฝันจะมี Creativity ในตัวจึงไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักวิชาชื่อดัง การเรียนของเขามีดังนี้
๑.เรียนตามเอกสารที่อาจารย์ แจก
๒.เปิดอ่านทีละหน้า ไปเรื่อยๆ จนจบ
๓.เรียนแบบย้อนกลับ จากส่วนย่อย ไปหาส่วนใหญ่(ศาสตร์ไปหาศิลป์)
๔.ทำสรุปใว้เพื่อเตรียมสอบ
คนที่เรียนแบบนี้ผมขอเรียกว่าเรียนแบบนกกระจิบ(นกไม่มีวิสัยทัศนนกฉลาดน้อย) มักมองเห็นแต่ต้นไม้ที่มันเกาะ และมักตกเป็นเหยื่อของนกอินทรย์เสมอ
มีคนเคยถาม เพลโต นักปราชญ์ ที่มีชื่อเสียงของโลกว่า การแข่งขันกีฟา เรามักมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศแต่ทำไมถึงไม่มีการมอบรางวัล สำหรับนักปราชญ์ ท่านเพลโตกล่าวตอบว่า" ส่วนใหญ่ในการแข่งขันกีฟา เรามอบรางวัลให้แก่นักกีฟา เพราะรางวัลนั้นมีค่ากว่านักกีฟา แต่ที่ไม่มอบให้แก่นักปราชญ์เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะมีค่ามากกว่าความรู้อีกแล้วในโลกนี้" ความรู้จึงมีค่ามากที่สุด
คนที่มีเสน่ย์หมายถึงคนที่มีความเปล่งประกายจากภายใน ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ ความรู้นั่นเอง แต่ความรู้ที่เราพูดถึง มันเป็นความรู้ลักษณะไหนกันหละ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมคือลักษณะความรู้ที่เป็นระบบ ดีที่สุด หรือการเรียนรู้ที่เรามักเรียกกันว่า การเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด /องค์รวม นั่นเอง
การเรียนแบบความคิดรวบยอด เป็นที่มาของศิลป(ART) หรือการประยุกต์สร้างสรรค์ นั้นสำคัญที่สุด คนเรามักต่างกันที่ความคิด ดังนั้นจึงมักต่างกันที่วิธีการเรียนรู้
การเรียนแบบศิลป : หมายถึงการเรียนรู้ในภาพรวม/เชิงโครงสร้างก่อน แล้วค่อยเจาะลึกลงในรายละเอียด เปรียบเสมือนการเรียนแบบนก(นกอินทรย์) ที่มองเห็นโครงสร้างของผืนป่า(นกมีวิสัยน์ทัศน์)เวลาต้องการกินเหยื่อก็โฉบลงมาอย่างแม่นยำ การเรียนแบบนี้เขาเรียกว่าการเรียนแบบยุทธศิลป์ (Operatio Art) เพื่อมุ่งตอบคำถามที่สำคัญที่สุดของความรู้ ๓ ประการคือ เมื่อใด(when),ที่ไหน(where),ความมุ่งประสงค์(why) ผลที่ตามมานั้นคือสิ่งที่ทุกคนปราถนาอยากจะมีไว้ประจำตัวนั่นก็คือสิ่งที่เรามักเรียกกันว่าการประยุกต์สร้างสรรค์(Creativity)นั่นเอง
แล้วสิ่งที่เรียกว่า Creativity ในตัวเราจะมากหรือน้อย ดูจากตรงไหน?
ตอบ มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า กาลครั้งหนึ่ง มีชายชื่อนกกระจิบ ต้องการไฝ่ฝันจะมี Creativity ในตัวจึงไปร่ำเรียนวิชาที่สำนักวิชาชื่อดัง การเรียนของเขามีดังนี้
๑.เรียนตามเอกสารที่อาจารย์ แจก
๒.เปิดอ่านทีละหน้า ไปเรื่อยๆ จนจบ
๓.เรียนแบบย้อนกลับ จากส่วนย่อย ไปหาส่วนใหญ่(ศาสตร์ไปหาศิลป์)
๔.ทำสรุปใว้เพื่อเตรียมสอบ
คนที่เรียนแบบนี้ผมขอเรียกว่าเรียนแบบนกกระจิบ(นกไม่มีวิสัยทัศนนกฉลาดน้อย) มักมองเห็นแต่ต้นไม้ที่มันเกาะ และมักตกเป็นเหยื่อของนกอินทรย์เสมอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)